08
Dec
Author: thailand wood / Category:
furniture tips

สร้างศาลาไม้ บ่อแช่เท้า
wood pavilion
จากแบบแปลนที่ได้ร่างไว้ ของช่างไม้ มือโปรจากประเทศญี่ปุ่น มีการจัดเตรียมสถานที่ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการวางโครงสร้างที่แข็งแรง จากนั้นเตรียมวัสดุไม้ชนิดต่างๆ และทำการเลื่อยไม้ตามแบบแปลน สิ่งที่ให้ความสำคัญพิเศษคือ เสาไม้กลม เป็นไม้ขัดมันด้วยกระดาษทรายและน้ำ และช่วงปลายเสาจะเจาะให้เป็นช่องทะลุทั้งสี่ด้าน เพื่อเป็นเสาหลัก และจะมีไม้สอดเข้าช่องว่างเพื่อความแข็งแรงโดยใช้หลักการเทคนิคการก่อสร้างอาคารไม้โดยไม่ใช้ตะปู เพียงแค่เสียบคานไม้ขัดระหว่างเสา
และการไสไม้แบบโชนะ ซึ่งเป็นการไสไม้เพื่อเผยให้เห็นความสวยงามของเนื้อไม้อย่างเป็นธรรมชาติ จากนั้นก็ได้เวลานำไปประกอบตามแบบแปลน ศาลาไม้ ซึ่งจะได้เห็นขั้นตอนต่างๆ การประกอบไม้ การไสไม้ โดยไม่ใช้ตะปู
Comments Off /
Add Comment
20
Sep
Author: thailand wood / Category:
furniture tips

ทำกล่องไม้ ลิ้นชัก ด้วยจิ๊กสำหรับโต๊ะเร้าเตอร์
Spice Up Your Drawers and Boxes with Classic Box Joints
การทำเฟอร์นิเจอร์ไม้ กล่องไม้ หรือตู้ลิ้นชัก การเชื่อมต่อและการเข้าไม้ เข้าเดือยแบบต่างๆ เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสำหรับงานเฟอร์นิเจอร์ไม้ ซึ่งสร้างความแข็งแรง และการยึดเกาะของชิ้นงานไม้ โดยมีกาวเป็นตัวช่วยเสริมสร้างการยึดเกาะพื้นผิว การทำเดือยแบบง่ายๆ โดยใช้จิ๊กช่วยสำหรับงานโต๊ะเร้าเตอร์

การทำเดือยเข้าไม้ ระหว่างข้อต่อกล่องไม้ ไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก เมื่อมีตัวช่วยอย่างจิ๊กสำหรับโต๊ะเร้าเตอร์ จิ๊กไม้แบบง่ายๆ ที่สร้างช่องว่างระหว่างไม้ดังรูป

ขั้นตอนที่ 1 จากรูปตัวอย่างเป็นรางอลูมิเนียมจิ๊กของ Rockler ขนาด 1/4, 3/8 และ 1/2 นิ้ว และเลือกให้เหมาะกับงานที่จะทำ

ขั้นตอนที่ 2 ติดตั้งดอกเร้าเตอร์ และปรับความสูงของดอกเล้าเตอร์ให้ได้ความสูงสำหรับการทำเดือยเข้าไม้ อย่าลืมความสูงเผื่อสำหรับตัวจิ๊กที่เป็นฐานไม้ด้วย ตามรูป

ขั้นตอนที่ 3 การปรับจิ๊กไม้ให้ได้ช่องว่างตามที่กำหนด ตามแบบวิธีการนี้เราตั้งที่ 3/8 x 3/8 ข้อสำคัญให้ปรับอย่างระมัดระวังเพื่อ pins และสล็อตจะไม่หลวมเกินไปและไม่คับเกินไป

ขั้นตอนที่ 4 ตัดชิ้นส่วนกล่องไม้ตามขนาด กำหนดความกว้างของชิ้นส่วน และตรวจสอบให้แน่ใจส่วนความกว้างจะสร้างสมดุลของชิ้นงานไม้

ขั้นตอนที่ 5 ตามรูปเริ่มจากขอบไม้ก่อน อย่าลืมทำเครื่องหมายกำกับเพื่อสะดวกในการประกอบซึ่งต้องคำนึงถึงไม้จะเป้นด้านบน ด้านล่าง ข้างใน ข้างนอก เป้นต้น

ขั้นตอนที่ 6 ในแต่ละช่องเราจะมีจิ๊กอลูมิเนียมเป็นตัวกับกับ ของความกว้างแต่ละช่อง ใช้เล้าเตอร์เซาะร่องเพิ่มไปที่ละช่องจนครบตามแบบ ตรวจสอบความลึกของร่องไม้ด้วยเพื่อความมั่นใจว่ามันจะไม่คลาดเคลื่อน

การแก้ปัญหา: หากดอกเราเตอร์มีการกินเนื้อไม้เล็กไป กว้างเกินไป แผ่นไม้ประกบคู่ควรชดเชยด้วยเพื่อให้สอดคล้องกัน และทำเครื่องหมายกำกับ

ขั้นตอนที่ 7 เร้าเตอร์จะเซาะร่องสลับกับแผ่นแรก โดยใช้แผ่นแรกกับจิ๊กอลูมิเนียมตามรูป

ขั้นตอนที่ 8 ใข้เร้าเตอร์เซาะร่องจนครบ การตั้งจิ๊กไม้ และตั้งความสูงของดอกเร้าเตอร์ถูกต้องแล้ว ชิ้นงานที่ออกมาจะประสานเข้ากันอย่างพอดี กรณีแผ่นด้านอื่นๆ ก็ทำซ้ำตามขั้นตอนที่กล่าวข้างต้น
source: www.woodworkersjournal.com
Comments Off /
Add Comment
15
Jun
Author: thailand wood / Category:
furniture tips
การดูแลรักษาเนื้อไม้
ไม้เป็นวัสดุธรรมชาติ ดังนั้นย่อมชำรุดเสียหายไปตามธรรมชาติ สภาพแวดล้อม แสงแดด ความชื้น การกัดกินของแมลง ดังนั้นการดูแลรักษาที่ถูกต้องจึงมีความจำเป็น ไม้ที่ได้รับการปกป้องดูแลที่ดี สามารถใช้งานได้หลายชั่วอายุคน
ไม้ที่แปรรูปออกจากโรงเลื่อย ดูไม่น่าสนใจ จนเมื่อผ่านกระบวนการทำสีและตกแต่งผิวแล้ว จึงขับความสวยงาม และคุณค่าที่มีอยู่ในเนื้อไม้ได้เด่นชัด ในสมัยก่อนช่างไม้ได้นำเอาวัสดุธรรมชาติ เช่นขี้ผึ้ง นำมันจากไม้บางชนิด มาใช้ตกแต่งผิว ปัจจุบัน ได้มีการคิดค้นวัสดุทั้งจากธรรมชาติ และจากการสังเคราะห์ที่ดีนำมาใช้เคลือบผิวและตกแต่งสี ทำให้เพิ่มคุณค่าทั้งความงามและสามารถทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดียิ่งขึ้น
ขั้นตอนในการทำสีและตกแต่งผิว จะต้องพิถีพิถัน พื้นผิวต้องสะอาด ขัดผิวอย่างดี ปราศจากรอยตำหนิ ขั้นตอนการทำสีและตกแต่งผิวมีหลายแบบ ดังนี้
- การย้อมสีด้วยน้ำยา วู๊ดสเตน ป้องกันแสงแดด และน้ำซึมเข้าเนื้อไม้
- การตกแต่งผิวด้วยน้ำยา วาร์นิช แล็กเกอร์ เชลแลก เพื่อขับลายไม้
ก่อนจะทาน้ำยา ต้องเตรียมพื้นผิวให้เรียบ วัสดุที่นำมาเตรียมพื้นผิวควรใช้ให้เหมาะสมได้แก่
ดินสอพอง มีลักษณะดินสีขาว เป็นก้อนหรือเป็นผง ผสมกับน้ำเพื่อให้นิ่ม ใช้อุดร่องเสี้ยน หรือลงพื้น
- สารกันซึมหรือซีลเลอร์ ใช้เคลือบรองพื้นวัสดุที่มีรูพรุน หรือใช้เคลือบวัสดุที่อาจปล่อยสารบางประเภท ออกมาทำให้ฟิลม์ของวัสดุเคลือบเสียหาย สารกันซึมถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่เดิมช่างใช้เชลแล็กเป็นตัวเคลือบผิว
- ฟิลเลอร์ ทำหน้าที่คล้อยดินสอพองอุดร่องไม้และอุดรอยแตกต่างๆ สามารถผสมกับสีย้อม สีฝุ่น ดินสี พื่อให้ได้สีตามต้องการ สามารถขัดถูด้วยกระดาษทรายเพื่อให้ผิวเรียบได้ง่าย
เมื่อเตรียมพื้นผิวได้ดีแล้ว ก็เลือกใช้วัสดุเคลือบผิวที่จะทำให้ไม้สวยงามและทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ ได้แก่
- แลกเกอร์ มีทั้งชนิดเงาและด้าน ใช้งานง่าย ทนต่อสภาพภูมิอากาศ และการขูดขีด
- เชลแล็ก เป็นน้ำยาทาไม้ชนิดหนึ่งให้ความสวยงาม ทนทาน
- วาร์นิช หรือน้ำมันชักเงา ใช้ทาชิ้นงานเพื่อให้เกิดเงางาม ใส สวยงาม มักใช้กับเฟอร์นิเจอร์ เครื่องเรือน
Comments Off /
Add Comment
15
Jun
Author: thailand wood / Category:
furniture tips

สิ่งที่ควรรู้ในการเลือกพื้นไม้
1.งบประมาณ นอกจากค่าพื้นไม้แล้ว ต้องคำนึงถึงค่าติดตั้ง ค่าทำสี และค่าอุปกรณ์ที่ใช้ในการติดตั้งด้วย
2.ห้องที่จะปูพื้นไม้ ควรเลือกชนิดไม้ตามลักษณะการใช้งาน เช่น ห้องอาหาร ควรใช้ไม้เนื้อแข็ง เนื่องจากมีการเคลื่อนย้ายเฟอร์นิเจอร์บ่อย
3.การใช้งาน ไม้แต่ละชนิดมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ทั้งเรื่องของสีและความแข็งแรง ดังนั้นการเลือกชนิดของไม้จึงควรพิจารณาถึงการใช้งานด้วย
4.รูปแบบและรสนิยม รูปแบบของพื้นไม้ที่ใช้จะต้องเข้ากับรสนิยมและการตกแต่งของส่วนอื่น ๆ ด้วย
5.ผู้ขายและติดตั้ง ควรเลือกซื้อพื้นไม้และติดตั้งจากผู้ขายที่มีความน่าเชื่อถือและใช้วัสดุที่ มีคุณภาพในการติดตั้ง ถึงแม้ราคาอาจสูงกว่า แต่เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะตามมาในภายหลัง
source: G.F.H Home & Decor
Comments Off /
Add Comment
15
Jun
Author: thailand wood / Category:
furniture tips

เคล็ดลับการทำความสะอาดพื้นไม้
พื้นไม้นั้นนอกจากจะสวยงามเป็นที่นิยมแล้วการได้รับการดูแลอย่างดีจะยิ่งเพิ่มคุณค่าในตัวมันเองอีกด้วย
ที่จริงแล้วพื้นไม้ไม่ว่าจะเป็นไม้กระดานหรือไม้ปาร์เก้ ต่างก็ทำความสะอาดไม่ยากและเหมาะกับทุกห้อง พื้นไม้ไผ่เก็บฝุ่นและสิ่งสกปรก ระวังอย่างเดียวคือความชื้น โดยเฉพาะความชื้นที่ซึมขึ้นมาจากพื้น ไม่ว่าไม้ชนิดไหนก็เกิดอาการโค้งงอ หรือดีดตัวออก การแก้ไขก็คือรี้อแล้วปูพื้นชั้นล่างด้วยพลาสติกหนา ๆ แล้วปูพื้นใหม่
การทำความสะอาดพื้นไม้ทำได้ง่าย ๆ โดยใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาด เช็ดบ่อย ๆ ไม่ต้องอาศัยน้ำยาทำความสะอาด หรือใช้ชาซองหรือชาใบลวกน้ำร้อนให้ได้ชาเข้ม ๆ ผสมน้ำอุ่นลงไปใช้ผ้าชุบหมาด ๆ เช็ดพื้นไม้
ซึ่งกรดแทนนิกในใบชาจะช่วยทำความสะอาดและรักษาพื้นไม้
แม้เราจะมีวิธีและเคล็ดลับในการดูแลพื้นไม้บ้างแล้ว การให้ช่างผู้ชำนาญมาบำรุงรักษาพื้นไม้ของเราอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง นอกจากจะทำให้พื้นไม้ของเราสวยงามอยู่เสมอแล้ว ยังประหยัดเงินในการซ่อมแซมพื้นไม้ใหม่อีกด้วย
source: นิตยสาร Lips, G.F.H Home & Decor
Comments Off /
Add Comment