<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Thaiwoodcentral &#187; กรมป่าไม้</title>
	<atom:link href="http://www.thaiwoodcentral.com/blog/tag/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.thaiwoodcentral.com/blog</link>
	<description>เฟอร์นิเจอร์ไม้ ไม้ปาร์เก้ พื้นไม้ ไม้ลามิเนต ช่างไม้ งานไม้ สินค้าไม้ otop ร้านขายไม้ ค้าไม้ ราคาไม้ ไม้แปรรูป ไม้พื้น ตกแต่งบ้าน</description>
	<lastBuildDate>Wed, 18 Apr 2012 07:05:38 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator>
		<item>
		<title>หลักเกณฑ์การแบ่งไม้</title>
		<link>http://www.thaiwoodcentral.com/blog/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2581%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%2593%25e0%25b8%2591%25e0%25b9%258c%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%259a%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%2587%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%25a1%25e0%25b9%2589</link>
		<comments>http://www.thaiwoodcentral.com/blog/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 26 May 2009 03:41:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความเกี่ยวกับไม้]]></category>
		<category><![CDATA[กรมป่าไม้]]></category>
		<category><![CDATA[หลักเกณฑ์การแบ่งไม้]]></category>
		<category><![CDATA[ไม้การค้า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaiwoodcentral.com/blog/?p=554</guid>
		<description><![CDATA[หลักเกณฑ์การแบ่งไม้เนื้ออ่อนไม้เนื้อแข็งตามมาตรฐานของกรมป่าไม้ ข้อมูลจาก : หนังสือไม้เนื้อแข็งของประเทศไทย เรียบเรียง : บางรักษ์ เชษฐสิงห์ นักวิชาการป่าไม้ 5 น ไม้การค้าแบ่งออกเป็นสองชนิด คือ ไม้เนื้ออ่อน (Softwoods) และไม้เนื้อแข็ง (Hardwoods) โดยอาศัยวิชาการทางพฤกษศาสตร์เป็นรากฐานในการแบ่งออกเป็นสองชนิดดังกล่าว คือ ไม้เนื้ออ่อน เป็นไม้ที่ได้จากต้นไม้พวกสน Coniferae ที่มีลักษณะใบเรียวเล็ก (Needle leaves) ผลมีรูปลักษณะเป็นรูปทรงกรวย (Cone) ต้นไม้พวกนี้ส่วนมากขึ้นอยู่ในที่สูงมีอากาศเย็นในประเทศที่มีอากาศหนาว (Temperate regions) ลักษณะโครงสร้างของไม้เนื้ออ่อนเป็นแบบธรรมดาซึ่งแตกต่างจากไม้เนื้อแข็ง อย่างชัดเจน และมีความเหมาะสมในการใช้งานก่อสร้างได้ ถึงว่าจะมีเนื้อไม้ของไม้สนหลายชนิดค่อนข้างอ่อนแต่ก็ง่ายต่อการไสตบแต่ง มีน้ำหนักเบาและแข็งพอที่จะใช้สำหรับงานก่อสร้างโดยทั่วไปได้เช่นกัน ไม้เนื้อแข็ง เป็นไม้ที่ได้มาจากต้นไม้ที่มีใบกว้าง (broad leaved trees) ซึ่งเป็นไม้จำนวนมากที่มีอยู่ในป่าไม้ของประเทศไทย ไม้ที่เป็นของไทยส่วนมากหรือทั้งหมดที่เป็นการค้าเป็นไม้เนื้อแข็งมีจำนวน หลายสิบชนิด ลักษณะโครงสร้างของไม้เนื้อแข็งมีความยุ่งยากซับซ้อนกว่าไม้เนื้ออ่อน และมีลักษณะแตกต่างระหว่างไม้เนื้อแข็งด้วยกันเองมาก คุณสมบัติของไม้เนื้อแข็งมีความแตกต่างระหว่างพวกไม้เนื้อแข็งด้วยกันทั้งใน ด้านความแข็งแรงของการรับน้ำและความแข็งของเนื้อไม้อย่างกว้างขวาง ข้อ แตกต่างของไม้เนื้ออ่อนและไม้เนื้อแข็งทางวิชาการที่กล่าวมาแล้ว เป็นความหมายที่ใช้กันทุกประเทศในโลก ดังนั้นความจริงที่ปรากฏว่าไม้เนื้ออ่อนบางชนิด (Softwoods) แข็งกว่าไม้เนื้อแข็งบางชนิด (Hardwoods) จึงไม่เป็นสาเหตุทำให้ความหมายของไม้เนื้ออ่อน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h3><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"><strong>หลักเกณฑ์การแบ่งไม้เนื้ออ่อนไม้เนื้อแข็งตามมาตรฐานของกรมป่าไม้ </strong></span></span></h3>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"><strong></p>
<div id="attachment_1109" class="wp-caption aligncenter" style="width: 467px"><strong><img class="size-full wp-image-1109" title="การแบ่งไม้ " src="http://www.thaiwoodcentral.com/blog/wp-content/uploads/2009/05/wood7.png" alt="การแบ่งไม้ " width="457" height="512" /></strong><p class="wp-caption-text">การแบ่งไม้ </p></div>
<p></strong></span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ข้อมูลจาก : หนังสือไม้เนื้อแข็งของประเทศไทย<br />
เรียบเรียง : บางรักษ์ เชษฐสิงห์ นักวิชาการป่าไม้ 5 น </span></span></p>
<p><strong><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ไม้การค้าแบ่งออกเป็นสองชนิด คือ</span></span></strong><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"> ไม้เนื้ออ่อน (Softwoods) และไม้เนื้อแข็ง (Hardwoods) โดยอาศัยวิชาการทางพฤกษศาสตร์เป็นรากฐานในการแบ่งออกเป็นสองชนิดดังกล่าว คือ</span></span></p>
<p><strong><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ไม้เนื้ออ่อน</span></span></strong><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"> เป็นไม้ที่ได้จากต้นไม้พวกสน Coniferae ที่มีลักษณะใบเรียวเล็ก (Needle leaves) ผลมีรูปลักษณะเป็นรูปทรงกรวย (Cone) ต้นไม้พวกนี้ส่วนมากขึ้นอยู่ในที่สูงมีอากาศเย็นในประเทศที่มีอากาศหนาว (Temperate regions) ลักษณะโครงสร้างของไม้เนื้ออ่อนเป็นแบบธรรมดาซึ่งแตกต่างจากไม้เนื้อแข็ง อย่างชัดเจน และมีความเหมาะสมในการใช้งานก่อสร้างได้ ถึงว่าจะมีเนื้อไม้ของไม้สนหลายชนิดค่อนข้างอ่อนแต่ก็ง่ายต่อการไสตบแต่ง มีน้ำหนักเบาและแข็งพอที่จะใช้สำหรับงานก่อสร้างโดยทั่วไปได้เช่นกัน</span></span></p>
<p><strong><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ไม้เนื้อแข็ง</span></span></strong><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"> เป็นไม้ที่ได้มาจากต้นไม้ที่มีใบกว้าง (broad leaved trees) ซึ่งเป็นไม้จำนวนมากที่มีอยู่ในป่าไม้ของประเทศไทย ไม้ที่เป็นของไทยส่วนมากหรือทั้งหมดที่เป็นการค้าเป็นไม้เนื้อแข็งมีจำนวน หลายสิบชนิด ลักษณะโครงสร้างของไม้เนื้อแข็งมีความยุ่งยากซับซ้อนกว่าไม้เนื้ออ่อน และมีลักษณะแตกต่างระหว่างไม้เนื้อแข็งด้วยกันเองมาก คุณสมบัติของไม้เนื้อแข็งมีความแตกต่างระหว่างพวกไม้เนื้อแข็งด้วยกันทั้งใน ด้านความแข็งแรงของการรับน้ำและความแข็งของเนื้อไม้อย่างกว้างขวาง<br />
ข้อ แตกต่างของไม้เนื้ออ่อนและไม้เนื้อแข็งทางวิชาการที่กล่าวมาแล้ว เป็นความหมายที่ใช้กันทุกประเทศในโลก ดังนั้นความจริงที่ปรากฏว่าไม้เนื้ออ่อนบางชนิด (Softwoods) แข็งกว่าไม้เนื้อแข็งบางชนิด (Hardwoods) จึงไม่เป็นสาเหตุทำให้ความหมายของไม้เนื้ออ่อน และไม้เนื้อแข็งตามความหมายทางวิชาการซึ่งถือเอาลักษณะทางพฤกษศาสตร์และ ลักษณะโครงสร้างของไม้เป็นเรื่องเกินเลยความจริงหรือผิดพลาดแต่ประการใด<br />
<span id="more-554"></span><br />
</span></span><strong><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ไม้เนื้ออ่อนและไม้เนื้อแข็งที่เป็นปัญหา</span></span></strong></p>
<p><strong><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ไม้เนื้ออ่อน (Softwood)</span></span></strong><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"> ที่ว่ากันตามหลักวิชาการทางลักษณะโครงสร้างไม้ก็คือไม้ที่เนื้อไม้ไม่มีรู (non-porous wood) พูดให้ง่าย ถ้าเอามีดคมๆ เฉือนที่หน้าตัดไม้ให้เรียบ แล้วใช้แว่นขยาย (hand lens) ส่องดู จะเห็นว่าไม่มีรู ไม้ที่เป็นไม้เนื้ออ่อนตามหลักวิชาการดังกล่าว ได้แก่ พวกไม้สน (conifers) ส่วนไม้เนื้อแข็งเป็นไม้ที่มีลักษณะโครงสร้างที่มีรู (porous wood) ถ้าใช้แว่นขยายส่องดูเนื้อไม้ตามกรรมวิธีที่ว่า จะพบว่าในเนื้อไม้มีรูพรุนโดยทั่วไป แต่ปัญหาไม้เนื้ออ่อน เนื้อแข็งตามความหมายที่ใช้โดยทั่วๆ ไป เกี่ยวกับไม้ที่ใช้ในการก่อสร้างนั้น หมายถึงไม้ที่สามารถรับแรงหรือรับน้ำหนักโดยไม่แตกหักเสียหาย ซึ่งหากจะพูดในอีกแง่หนึ่ง ก็คือ ความแข็งแรงของไม้นั่นเอง ดังนั้น ไม้เนื้ออ่อนเนื้อแข็งที่จะกล่าวต่อไปก็หมายความตามที่ว่ากันโดยทั่วไป คือ ความแข็งแรงของไม้ในการรับน้ำหนักในการใช้งานที่ประกอบเป็นสิ่งปลูกสร้าง</span></span></p>
<p><strong><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ไม้เนื้อแข็งตามาตรฐานของกรมป่าไม้</span></span></strong><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"><br />
การกำหนดว่าไม้ชนิดหนึ่งชนิดใดเป็นไม้เนื้อแข็งนั้น มีได้คำนึงถึงเฉพาะในความแข็งแรงในการรับน้ำหนักอย่างเดียว หากได้พิจารณาตามความเป็นจริงและความนิยมยอมรับนับถือโดยทั่วๆ ไปว่า นอกจากความแข็งแรงแล้ว ต้องมีความทนทานอีกด้วย เช่นเดียวกันรุ่นคุณปู่คุณย่ายอมรับว่า ไม้เต็ง รัง ประดู่ แดง มะค่าโมง ตะเคียนทอง เคี่ยม หลุมพอ บุนนาค และกรันเกรา เป็นต้น ว่าเป็นไม้เนื้อแข็ง ชนิดไม้ที่กล่าวเมื่อนำมาทดลองตามหลักวิชาการ เพื่อหาค่าความแข็งแรงก็ปรากฏว่า เป็นไม้ที่มี่ความแข็งแรงสูงกว่า 1,000 กก./ซม2 ขึ้นไปทั้งสิ้น และเมื่อพิจารณาด้านความทนทานตามธรรมชาติจากการทดลองนำส่วนที่เป็นแก่นของ ไม้ชนิดดังกล่าวไปทดลองปักดิน ปรากฏว่ามีความทนทานตามธรรมชาติโดยเฉลี่ยสูงกว่า 10 ปีทั้งสิ้น ยกเว้นไม้ตะเคียนทองที่มีค่าความทนทานตามธรรมชาติโดยเฉลี่ย 7.7 ปี จะเห็นว่าความยอมรับนับถือของคนสมัยก่อนที่ว่าเป็นไม่เนื้อแข็งนั้น มีข้อมูลทางวิชาการที่สนับสนุนข้อเท็จจริงนี้ คนในสมัยก่อนได้ความรู้จากประสบการณ์ที่นำไม้ไปใช้จนยอมรับกันว่าเป็นไม้ดี ในปัจจุบันไม้ที่ยอมรับและนิยมนำไปใช้กันว่าเป็นไม้เนื้อแข็งที่ดีหาได้ค่อน ข้างยาก ส่วนมากจะพบแต่ไม้ชนิดใหม่ๆที่ยังไม่รู้จักมาก่อน จึงยังไม่ทราบว่าเป็นไม้เนื้อแข็งหรือไม่ บางคนที่คาดคะเนเอาว่าเป็นไม้เนื้อแข็ง เพราะมีน้ำหนักมากเมื่อเทียบกับไม้ที่นิยมใช้กันโดยเฉพาะไม้ตะเคียนทอง ซึ่งตามข้อมูลทางวิชาการแล้วไม่เป็นจริงเสมอไป บางคนก็นำข้อสงสัยนี้มาปรึกษาหารือกับกองวิจัยผลิตผลป่าไม้ กรมป่าไม้ ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการแห่งเดียวในประเทศไทยที่มีงานในหน้าที่เกี่ยวข้องกัน การนำไม้ไปใช้ประโยชน์ แต่ในอดีตกองวิจัยผลิตผลป่าไม้เองก็มิได้กำหนดกฏเกณฑ์เอาไว้เป็นบรรทัดฐาน ว่า ไม้ชนิดใด จัดเป็นไม้เนื้อแข็ง ดังนั้น เพื่อเป็นการตัดปัญหาความยุ่งยากต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อไปอละเพื่อให้มีหลักเกณฑ์และมาตรฐานที่แน่ชัดเป็นอย่าง เดียวกันในการกำหนดชนิดไม้ว่าเป็นไม้เนื้อแข็งหรือไม้เนื้ออ่อน กองวิจัยผลิตผลป่าไม้จึงได้เสนอหลักเกณฑ์การกำหนดไม้เนื้ออ่อนไม้เนื้อแข็ง ต่อกรมป่าไม้ ซึ่งกรมป่าไม้เห็นชอบด้วย และได้มี หนังสือกรมป่าไม้ที่ กส 0702/6679 ลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2517 เรื่อง ข้อกำหนดเกี่ยวกับไม้ที่ใช้ในการก่อสร้างในส่วนราชการกรมป่าไม้ เวียนให้หน่วยราชการในสังกัดกรมป่าไม้ได้ยึดถือปฏิบัติ และกองวิจัยผลิตผลป่าไม้ก็ถือเอาหลักเกณฑ์ตามหนังสือกรมป่าไม้ดังกล่าวในการ ตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับคแข็งแรงของไม้ว่าเป็นไม้เนื้อแข็งหรือไม่</span></span></p>
<p><strong><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">หลักเกณฑ์การแบ่งไม้เนื้ออ่อนไม้เนื้อแข็งตามมาตรฐานของกรมป่าไม้</span></span></strong><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"><br />
โดย ที่คุณสมบัติไม้ทางด้านกลสมบัติ (mechanical properties) นั้นเกี่ยวข้องกับแรง (stress) ที่มากระทำต่อไม้ ซึ่งมี 4 ลักษณะด้วยกัน คือ แรงบีบ (compressive stress) เป็นแรงที่ทำให้ไม้มีขนาดเล็กกว่าเดิม แรงดึง (tensile stress) เป็นแรงที่ทำให้ไม้มีขนาดหรือปริมาตรใหญ่กว่าเดิม แรงเชือด (shear stress) เป็นแรงที่ทำให้ไม้แยกออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรงดัด (bending stress) เป็นแรงที่ทำให้ไม้โค้งงอจนหัก เป็นแรงที่รวมเอาแรง 3 ชนิดแรกเข้าด้วยกัน ความสามารถที่ไม้จะต้านทานต่อแรงที่มากระทำ เรียกว่า ความแข็งแรง (strength) ซึ่งจะมีความแข็งแรงชนิดใดก็ขึ้นอยู่กับชนิดแรงที่มากระทำดังกล่าวแล้ว แรงที่นับว่าสำคัญและพบว่าเกิดขึ้นเสมอในสิ่งก่อสร้าง คือแรงบีบขนานเสี้ยนและแรงดัด รองลงมาก็คือแรงเชือด โดยเฉพาะแรงดัดซึ่งสามารถทำให้ไม้หักเสียรูปโดยสิ้นเชิงนั้น เป็นแรงที่มีปัจจัยต่างๆ ในสิ่งก่อสร้างมาเกี่ยวข้องอยู่เป็นอันมาก แรงดัดสูงสุดที่ทำให้ไม้หัก เรียกว่า แรงประลัยหรือสัมประสิทธิ์ในการหัก (modulus of rupture) ความต้านทานของไม้ต่อแรงประลัยนี้ เรียกว่า ความแข็งแรงของไม้ในการดัด ซึ่งยอมรับและใช้กันเป็นมาตรฐานของความแข็งแรงของไม้ ในการแบ่งไม้ออกเป็นประเภทไม้เนื้ออ่อนหรือไม้เนื้อแข็ง จึงได้ถือเอาความแข็งแรงในการดัดเป็นเกณฑ์ โดยพิจารณาความทนทานตามธรรมชาติประกอบด้วยและโดยที่ไม้ตะเคียนทอง (Hoper odorata Roxb.) เป็นไม้ที่ได้รับความนิยมและยอมรับกันอย่างกว้างขวางมานานว่า เป็นไม้เนื้อแข็งที่มีคุณภาพดีทั้งด้านความแข็งแรงและความทนทาน จึงได้เปรียบเทียบคุณภาพของไม้ที่ยังไม่รู้จักกับไม้ตะเคียนทองเสมอ ดังนั้นการแบ่งไม้เนื้ออ่อน ไม้เนื้อแข็งของกรมป่าไม้ จึงนำเอาความแข็งแรงในการดัดของไม้ตะเคียนทองที่แห้งเป็นค่ามาตรฐานในการ แบ่งช่วงความแข็งแรงในการดัดของไม้ชนิดต่างๆ ว่าเป็นไม้เนื้อแข็งหรือไม้เนื้ออ่อน ปรากฏตามรายละเอียดใน หนังสือกรมป่าไม้ที่ กส 0702/6679 ลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2517 ดังกล่าวแล้ว ซึ่งมีสาระสำคัญพอสรุปได้ดังนี้<br />
ให้แบ่งไม้ออกเป็น 3 ประเภท โดยถือเอาค่าความแข็งแรงในการดัดของไม้แห้ง (ความชื้นประมาณ 12 %)&#8221; และความทนทานตามธรรมชาติของไม้นั้น เป็นเกณฑ์ดังนี้</span></span></p>
<p><strong><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ความแข็งแรงในการดัด</span></span></strong><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"><br />
(กก./ซม2)ความทนทานตามธรรมชาติ (ปี)<br />
ไม้เนื้อแข็ง สูงกว่า 1,000 สูงกว่า 6<br />
ไม้เนื้อแข็งปานกลาง 600 &#8211; 1,000 2 &#8211; 6<br />
ไม้เนื้ออ่อน 600 ต่ำกว่า 2</span></span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">สำหรับไม้ที่มีความทนทานตามธรรมชาติต่ำ หากได้อาบน้ำยาป้องกันรักษาเนื้อไม้เสียก่อนให้มีปริมาณน้ำยาตามตารางข้าง ล่างนี้ก็ให้เลื่อนขึ้นไปตามค่าความแข็งแรงได้</span></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaiwoodcentral.com/blog/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ไฟป่า</title>
		<link>http://www.thaiwoodcentral.com/blog/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a8-%e0%b8%8b%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2/%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b2/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%259f%25e0%25b8%259b%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2</link>
		<comments>http://www.thaiwoodcentral.com/blog/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a8-%e0%b8%8b%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2/%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 11 Feb 2009 23:00:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประกาศ ซื้อขาย]]></category>
		<category><![CDATA[csiro fire]]></category>
		<category><![CDATA[Wildfire]]></category>
		<category><![CDATA[กรมป่าไม้]]></category>
		<category><![CDATA[ความรู้เกี่ยวกับไฟป่า]]></category>
		<category><![CDATA[ไฟป่า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaiwoodcentral.com/blog/?p=407</guid>
		<description><![CDATA[ไฟป่า Wildfire source: ความรู้เกี่ยวกับไฟป่า กรมป่าไม้ มีหน้าที่ดูแลรักษาป่า ป่าไม้เป็นหน่วยงานหลักในการจัดการทรัพยากรป่าไม้ เพื่อประโยชน์สุขของประเทศ ไฟป่าในประเทศไทย เกือบ 100 % เกิดจากน้ำมือมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจุดบุหรี่โดยไม่เจตนา โยนทิ้งเกิดไฟลุกข้างทาง แล้วสะเก็ดไฟปลิวเข้าไปในพื้นที่ป่าที่อยู่ใกล้เคียง ได้สร้างความเสียหายให้แก่ทรัพยากรธรรมชาติ เป็นอย่างมาก องค์ประกอบของไฟ(สามเหลี่ยมไฟ) ไฟเป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากขบวนการทางเคมี เมื่อมีองค์ประกอบทั้ง 3 ประการมารวมตัวกันในสัดส่วนที่เหมาะสมและเกิดการสันดาปให้เกิดไฟขึ้น คือ 1. เชื้อเพลิง ได้แก่ อินทรีย์สารทุกชนิดที่ติดไฟได้ เช่น ต้นไม้ ไม้พุ่ม กิ่งไม้ ก้านไม้ ตอไม้ กอไผ่ รวมไปถึงดินอินทรีย์ และชั้นถ่านหินที่อยู่ใต้ผิวดิน 2. ความร้อน ซึ่งจะมาจาก 2 แหล่ง คือแหล่งความร้อนตามธรรมชาติ เช่น ฟ้าผ่า การเสียดสีของกิ่งไม้และแหล่งความร้อนจากการกระทำของมนุษย์ เช่น การจุดไฟในป่าด้วยสาเหตุต่างๆ 3. ออกซิเจน เป็นก๊าซที่มีโดยทั่วไปในป่า ซึ่งจะมีการแปรผันตามทิศทางของลม ชนิดของไฟป่า ไฟป่า แบ่งเป็น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a target="_blank" href="http://www.thaiwoodcentral.com/blog/wp-content/uploads/2009/02/csiro-fire11.jpg" style="" rel="lightbox[407]"><img height="155" width="250" align="left" alt="ไฟป่า" src="http://www.thaiwoodcentral.com/blog/wp-content/uploads/2009/02/csiro-fire11.jpg" style="margin-right: 10px;" /></a></p>
<h3><strong><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ไฟป่า</span></span></strong></h3>
<p><strong><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">Wildfire</span></span></strong></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">source: <a target="_blank" href="http://www.geocities.com/forestfirecontrol13/knowlegde.html?20098">ความรู้เกี่ยวกับไฟป่า</a></span></span></p>
<p><strong><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">กรมป่าไม้</span></span></strong><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"> มีหน้าที่ดูแลรักษาป่า ป่าไม้เป็นหน่วยงานหลักในการจัดการทรัพยากรป่าไม้ เพื่อประโยชน์สุขของประเทศ</span></span></p>
<p><strong><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ไฟป่าในประเทศไทย</span></span></strong><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"> เกือบ 100 % เกิดจากน้ำมือมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจุดบุหรี่โดยไม่เจตนา โยนทิ้งเกิดไฟลุกข้างทาง แล้วสะเก็ดไฟปลิวเข้าไปในพื้นที่ป่าที่อยู่ใกล้เคียง ได้สร้างความเสียหายให้แก่ทรัพยากรธรรมชาติ เป็นอย่างมาก</span></span></p>
<p><strong><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">องค์ประกอบของไฟ(สามเหลี่ยมไฟ)</span></span></strong><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"><br />
ไฟเป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากขบวนการทางเคมี เมื่อมีองค์ประกอบทั้ง 3 ประการมารวมตัวกันในสัดส่วนที่เหมาะสมและเกิดการสันดาปให้เกิดไฟขึ้น คือ<br />
<strong>1. เชื้อเพลิง</strong> ได้แก่ อินทรีย์สารทุกชนิดที่ติดไฟได้ เช่น ต้นไม้ ไม้พุ่ม กิ่งไม้ ก้านไม้<br />
ตอไม้ กอไผ่ รวมไปถึงดินอินทรีย์ และชั้นถ่านหินที่อยู่ใต้ผิวดิน<br />
<strong>2. ความร้อน</strong> ซึ่งจะมาจาก 2 แหล่ง คือแหล่งความร้อนตามธรรมชาติ เช่น ฟ้าผ่า<br />
การเสียดสีของกิ่งไม้และแหล่งความร้อนจากการกระทำของมนุษย์ เช่น การจุดไฟในป่าด้วยสาเหตุต่างๆ<br />
<strong>3. ออกซิเจน</strong> เป็นก๊าซที่มีโดยทั่วไปในป่า ซึ่งจะมีการแปรผันตามทิศทางของลม<br />
</span></span></p>
<p><strong><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ชนิดของไฟป่า</span></span></strong><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"><br />
ไฟป่า แบ่งเป็น 3 ชนิดซึ่งตามลักษณะของเชื้อเพลิงที่ถูกเผาไหม้ ได้แก่ ไฟใต้ดิน ไฟผิวดิน และไฟเรือนยอด</span></span></p>
<p><strong><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">1. ไฟใต้ดิน</span></span></strong><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"> เป็นไฟที่ไหม้อินทรีย์ วัตถุที่สะสมอยู่ในดิน โดยลุกลามไปช้าๆใต้ผิวดินซึ่งยากที่จะสังเกตเห็นได้ เนื่องจากเปลวไฟหรือแสงสว่างไม่โผล่พ้นขึ้นมาบนดินเลย ทั้งควันก็มีน้อยยากต่อการดำเนินการดับไฟ ในประเทศไทยพบไฟใต้ดินในป่าพรุแถบภาคใต้ของประเทศ ซึ่งไฟใต้ดินยังสามารถแบ่งออกได้ 2 ชนิด คือ<br />
- ไฟใต้ดินสมบูรณ์แบบ คือไฟที่ไหม้อยู่ใต้ผิดพื้นป่าจริงๆ ต้องใช้เครื่องมือพิเศษในการตรวจจับความร้อนจึงจะพบไฟชนิดนี้<br />
- ไฟกึ่งผิวดินกึ่งใต้ดิน ได้แก่ไฟที่ไหม้ไปในแนวระนาบตามพื้นป่าเช่นเดียวกับไฟผิวดิน ขณะเดียวกันส่วนหนึ่งก็ไหม้ในแนวดิ่งลึกลงไปในชั้นใต้ผิวพื้นป่า</span></span></p>
<p><strong><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">2. ไฟผิวดิน</span></span></strong><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"> เป็นไฟที่เผาไหม้เชื้อเพลิงบนผิวดิน ไฟชนิดนี้จะเผาไหม้ลุกลามไปตามผืนป่าซึ่งเชื้อเพลิงส่วนใหญ่ได้แก่ หญ้า ใบไม้แห้ง กิ่งไม้ที่ร่วงหล่น ลูกไม้ รวมทั้งไม้พุ่มต่างๆ ไฟชนิดนี้มีการลุกลามอย่างรวดเร็วซึ่งความรุนแรงจะขึ้นอยู่กับความหนาแน่น ของเชื้อเพลิง ไฟป่าที่เกิดขึ้นในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นไฟชนิดนี้<br />
</span></span></p>
<p><strong><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">3. ไฟเรือนยอด</span></span></strong><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"> เป็นไฟทีลุกลามไปตามเรือนยอดของต้นไม้ โดยเฉพาะในป่าสน ซึ่งไม้ชนิดนี้มียางซึ่งช่วยให้เกิดการลุกลามได้ดี โดยมี 2 ลักษณะคือลักษณะที่อาศัยไฟผิวดินเป็นสื่อ ในการลุกไหม้ก่อนไหม้ลุกลามไปตามเรือนยอด และไปสู่เรือนยอดต้นอื่นต่อไป และที่ไม่อาศัยไฟผิวดินเป็นสื่อ เกิดในป่าที่มีเรือนยอดแน่นทึบติดกันและมีไม้ยืนต้นชนิดที่ติดไฟได้ง่าย ซึ่งรุนแรงและยากต่อการควบคุม เราสามารถแบ่งไฟเรือนยอดออกเป็น 2 ชนิด ดังนี้<br />
3.1 ไฟเรือนยอดที่ต้องอาศัยไฟผิวดินเป็นสื่อ คือไฟที่ต้องอาศัยไฟที่ลุกลามไฟตามผิวดินเป็นตัวนำเปลวไฟขึ้นไฟสู่เรือนยอดของต้นไม้ ลักษณะของไฟชนิดนี้จะเห็นไฟผิวดินลุกลามไปก่อนแล้วตามด้วยไฟเรือนยอด<br />
3.2 ไฟเรือนยอดที่ไม่ต้องอาศัยไฟผิวดิน เกิดในผ่าที่มีต้นไม้ที่ติดไฟได้ง่ายและมีเรือนยอดแน่นทึบต่อติดกัน การลุกลามจะเป็นไปอย่างรวดเร็วและรุนแรงจากเรือนยอดหนึ่งไปสู่อีกเรือนยอดหนึ่งและเมื่อลูกไฟตกลงบนพื้นป่า ก็จะทำให้เกิดไฟผิวดินไฟพร้อมๆ กันด้วย<br />
</span></span></p>
<p><strong><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">แนวคิดเกี่ยวกับไฟป่า</span></span></strong><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"><br />
ชาวบ้าน ขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องไฟป่า ความประมาทรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ขาดความรู้สึกหวงแหนป่า ทำให้ไม่ได้ร่วมมือกันป้องกันไฟป่าอย่างจริงจังและสาเหตุใหญ่คือคนที่ขาด จิตสำนึกบางคนเผาป่าโดยเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวเป็นสำคัญ<br />
เจ้าหน้าที่ จัดการป่าไม้ได้ไม่ทั่วถึงมีวัชพืชที่เป็นเชื้อเพลิงมากในหน้าแล้ง การป้องกันและควบคุมไฟป่าปฏิบัติครอบคลุมไม่ได้ทั่วถึง ขาดงบประมาณและเจ้าหน้าที่อีกจำนวนมาก รวมทั้งยังไม่ได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านเท่าที่ควรด้วย </span></span></p>
<p>[youtube]http://www.youtube.com/watch?v=XSbJdc9qms8[/youtube]</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaiwoodcentral.com/blog/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a8-%e0%b8%8b%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2/%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กรมป่าไม้</title>
		<link>http://www.thaiwoodcentral.com/blog/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%259b%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%25a1%25e0%25b9%2589</link>
		<comments>http://www.thaiwoodcentral.com/blog/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 14 May 2008 23:00:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้น่าอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[Royal Forest Department]]></category>
		<category><![CDATA[กรมป่าไม้]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าไม้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaiwoodcentral.com/blog/?p=118</guid>
		<description><![CDATA[กรมป่าไม้ มีหน้าที่อารักขาคุ้มครองและจัดการทรัพยากร ป่าไม้อันมีอาณาบริเวณกว้างขวางถึง 187 ล้านไร่ หากคิดเป็นตัวเงินก็จะมีมูลค่า ถึง 89 ,000 ล้านบาท ทั้งนี้ยังมิได้คำนึงถึงประโยชน์ทางอ้อมที่ป่าไม้ช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำและป้องกันการผันแปรของลมฟ้าอากาศไปในทางที่เลวร้ายจึงนับว่าเป็นกรมที่มีความสำคัญยิ่งกรมหนึ่งของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเป็นกรม ที่เก่าแก่ซึ่งมีอายุครบ 100 ปี ในวัน ที่ 18 กันยายน 2539 more info &#62; ประวัติของกรมป่าไม้ ไม้สัก Teak tree คำจำกัดความเกี่ยวกับป่าไม้ ป่าไม้ สังคมของต้นไม้และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ อันมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ซึ่งปกคลุมเนื้อที่กว้างใหญ่และใช้ประโยชน์จากอากาศ น้ำ วัตถุต่างๆ ในดิน เพื่อเติบโตจนถึงอายุขัยและเพื่อสัมพันธ์ของตนเอง ทั้งให้ผลผลิตและบริการที่จำเป็นอันจะขาดเสียมิได้ต่อมนุษย์ (แปลจากหนังสือ An Introduction to American Forestry) สาธารณะสมบัติของแผ่นดิน ประเภทรกร้างว่างเปล่า (ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองและสงวนป่า พ.ศ. 2481) ที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎมายที่ดิน (ตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_1072" class="wp-caption aligncenter" style="width: 160px"><img class="size-thumbnail wp-image-1072" title="กรมป่าไม้" src="http://www.thaiwoodcentral.com/blog/wp-content/uploads/2008/05/teak_at_4_years-150x150.jpg" alt="กรมป่าไม้" width="150" height="150" /><p class="wp-caption-text">กรมป่าไม้</p></div>
<p><strong>กรมป่าไม้ </strong>มีหน้าที่อารักขาคุ้มครองและจัดการทรัพยากร ป่าไม้อันมีอาณาบริเวณกว้างขวางถึง 187 ล้านไร่ หากคิดเป็นตัวเงินก็จะมีมูลค่า ถึง 89 ,000 ล้านบาท ทั้งนี้ยังมิได้คำนึงถึงประโยชน์ทางอ้อมที่ป่าไม้ช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำและป้องกันการผันแปรของลมฟ้าอากาศไปในทางที่เลวร้ายจึงนับว่าเป็นกรมที่มีความสำคัญยิ่งกรมหนึ่งของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์<br />
และเป็นกรม ที่เก่าแก่ซึ่งมีอายุครบ 100 ปี ในวัน ที่ 18 กันยายน 2539<br />
more info &gt; <a rel="nofollow" href="http://www.forest.go.th/rfd/history/history_t.htm" target="_blank"><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;">ประวัติของกรมป่าไม้<br />
</span></span></a><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"><br />
</span></span></p>
<div><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"><img src="http://www.thaiwoodcentral.com/blog/2007/12/28/teak-tree.jpg" alt="Teak tree" /><br />
ไม้สัก Teak tree<br />
</span></span></p>
<div><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Tahoma;"><strong>คำจำกัดความเกี่ยวกับป่าไม้ </strong><br />
<strong>ป่าไม้</strong><br />
สังคมของต้นไม้และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ อันมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ซึ่งปกคลุมเนื้อที่กว้างใหญ่และใช้ประโยชน์จากอากาศ น้ำ วัตถุต่างๆ ในดิน เพื่อเติบโตจนถึงอายุขัยและเพื่อสัมพันธ์ของตนเอง ทั้งให้ผลผลิตและบริการที่จำเป็นอันจะขาดเสียมิได้ต่อมนุษย์ (แปลจากหนังสือ An Introduction to American Forestry)</p>
<p>สาธารณะสมบัติของแผ่นดิน ประเภทรกร้างว่างเปล่า (ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองและสงวนป่า พ.ศ. 2481)</p>
<p>ที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎมายที่ดิน (ตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. 2481)</p>
<p>ป่าอนุรักษ์ หมายถึง ป่าที่รัฐได้กำหนดไว้เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</p>
<p>ป่าชายเลนเขตอนุรักษ์ หมายถึง พื้นที่ป่าชายเลนที่ห้ามมิให้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ นอกจากปล่อยให้เป็นธรรมชาติ เพื่อรักษาไว้ซึ่งสภาพและระบบนิเวศ</p>
<p><strong>วนอุทยาน</strong> หมายถึง พื้นที่ขนาดเล็ก จัดตั้งขึ้นเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ มีความสำคัญในระดับท้องถิ่น</p>
<p><strong>สวนพฤกษศาสตร์</strong> หมายถึง สถานที่ที่สร้างขึ้นเพื่อรวบรวมพรรณไม้ทุกชนิดไว้ในที่เดียวกันเพื่อการศึกษาทางพฤกษศาสตร์โดยเฉพาะ แต่ในขณะเดียวกันก็ใช้เป็นสถานที่สำหรับพักผ่อนหย่อนใจไปด้วย พรรณไม้ที่นำมาปลูก จะมีพรรณไม้ทั้งในประเทศและจากต่างประเทศ โดยแยกเป็นหมวดหมู่ เป็นวงศ์ตามลำดับความสำคัญของชนิดไม้นั้นๆ เพื่อผู้สนใจหรือต้องการศึกษาหาความรู้จะได้ทราบว่า พรรณไม้นั้นอยู่ในวงศ์อะไร และเป็นชนิดพันธุ์ใด เป็นต้น</p>
<p><strong>สวนรุกขชาติ</strong> หมายถึง สถานที่ขนาดเล็ก มีเนื้อที่น้อยกว่าสวนพฤกษศาสตร์ จัดสร้างขึ้นเพื่อรวบรวมพรรณไม้ต่างๆ โดยเฉพาะไม้ยนต้นที่มีค่าในทางเศรษฐกิจ และไม้ดอกที่มีอยู่ในท้องถิ่น แต่มิได้จัดปลูกไว้เป็นหมวดหมู่เหมือนอย่างในสวนพฤกษศาสตร์ มีการทำถนนทางเดินสำหรับการเข้าชมและติดป้ายชื่อบอกให้ทราบว่าพรรณไม้นั้นๆ ชื่ออะไร การสร้างสวนรุกขชาติขึ้นก็เพื่อจุดมุ่งหมายแห่งการพักผ่อนหย่อนใจโดยเฉพาะ พร้อมกันนั้นผู้ที่เข้าชมหรือเข้าไปพักผ่อนก็จะได้รับความรู้เกี่ยวกับพรรณไม้ไปด้วย</p>
<p></span></span></div>
</div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaiwoodcentral.com/blog/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

