
การทำเรือยาว
source: มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ www.nsru.ac.th
ประวัติความเป็นมา
นครสวรรค์เป็นจังหวัดหนึ่งที่มีประเพณีการแข่งเรือยาว ซึ่งนิยมจัดในช่วงฤดูน้ำหลากหลังจากเทศกาลออกพรรษาไปแล้ว แต่เดิมนิยมจัดตามวัดต่างๆ ในงานปิดทองไหว้พระประจำปี และตอนบ่ายจะมีการแข่งขันเรือยาวด้วยความสนุกสนาน ดังนั้น การทำเรือยาวจึงจัดเป็นศิลปกรรมท้องถิ่นอย่างหนึ่งของจังหวัดนครสวรรค์ วัดที่มีการทำเรือยาวมาแต่โบราณ ได้แก่ วัดตะเคียนเลื่อน และ วัดเกาะหงษ์ ซึ่งอยู่ที่ตำบลตะเคียนเลื่อน อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ การทำเรือยาวสมัยก่อนไม่ต้องเสียค่าแรงแต่อย่างใด ใครว่างก็มาช่วยกันทำและมักทำในวัด เพราะวัดเป็นศูนย์รวมของคนในหมู่บ้านนั้นๆ การทำเรือยาวหนึ่งลำต้องใช้เวลา 30-60 วัน จึงจะแล้วเสร็จ เรือยาวของนครสวรรค์จะมีลักษณะหัวเรียว ท้ายเรียว ป่องตรงกลาง
ขั้นตอนการทำ
1. เริ่มต้นจากการไปเลือกหาไม้ในป่า ส่วนใหญ่จะเป็นไม้ตะเคียน ไม้สำโรง ไม้มะหาด แต่ไม้ที่นิยมใช้ทำเรือกันมาก ได้แก่ ไม้ตะเคียนทอง เพราะเป็นไม้เนื้อแข็ง สีออกเหลืองเมื่อทำออกมาแล้วจะแลดูสวยงามมาก ช่างทำเรือมีความเชื่อกันว่า ไม้ตะเคียนจะมีรุกขเทวดาหรือนางไม้สิงสถิตอยู่ เมื่อนำมาทำเรือแล้วนางไม้จะกลายมาเป็นแม่ย่านางเรือ คอยปกปักรักษาเรือและฝีพายทุกคน แม่ย่านางเรือนี้ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือมาก ก่อนทำการแข่งขันจะต้องมีการเซ่นไหว้ด้วยเครื่องเซ่นสังเวย
2. เรือขุดจากซุงทั้งต้น โดยเริ่มต้นจาการเปิดปีกไม้ด้านบนออกโดยเลื่อย จากนั้นจึงลงมือขุดตรงกลางโดยใช้ขวานโยน ขั้นตอนนี้เรียกว่าการเหลาเรือให้เป็นรูปเรือโกลน
3. ทำการเบิกเรือ การเบิกเรือคือการทำให้เนื้อเรือแบะกางออก ทำโดยนำเรือที่ขุดแล้วคว่ำย่างไฟให้ร้อนตลอดทั้งลำ การย่างจะทำให้เนื้อไม้แบะกางออกได้ง่ายและทำให้เนื้อไม้แห้งไปในตัว เมื่อย่างได้ที่แล้วจะหงายเรือขึ้นใช้ไม้ไผ่ส่วนโคนที่มีความแข็งแรงงัดให้เนื้อเรือถ่างออก เมื่อเรือถ่างออกแล้วจะใช้ไม้ค้ำทิ้งไว้เพื่อให้อยู่ตัว ทำเช่นนี้จนกว่าเรือได้รูปทรงตามต้องการ
4. ทำการเหลาเรืออีกครั้ง ทั้งข้างนอกข้างในเพื่อความหนาของเรือเท่ากันทั่วทั้งลำ จากนั้นจึงวางกงเรือเป็นระยะๆ เท่าๆ กัน แล้วนำไม้พาดลงบนกงเรือ สำหรับเป็นที่นั่งซึ่งเรียกว่า กระทงเรือ จากนั้นจึงนำใส่โขนหัวและโขนท้ายเพื่อให้งอนขึ้น
การทำเรือยาวจัดเป็นศิลปกรรมพื้นบ้านอย่างหนึ่ง เป็นการแสดงถึงความสามัคคีพร้อมเพรียงของชาวบ้านที่มีมาแต่โบราณ และแสดงให้เห็นว่าวัดเป็นศูนย์รวมของชาวบ้าน และการทำงานใหญ่จะสำเร็จไม่ได้หากขาดความร่วมมือร่วมใจของผู้คนในสังคม








